เทคนิคการสอนภาษาไทยให้สนุก ดังนี้

เทคนิคการสอนภาษาไทยให้สนุก สร้างห้องเรียนที่ไม่น่าเบื่อให้กับนักเรียน โดยทำให้มีความตั้งใจและใส่ใจในภาษาไทยมากยิ่งขึ้น

1. การอบรมภาษาไทยโดยใช้ความเชี่ยวชาญทางภาษา การอบรมสั่งสอนวิธีนี้เป็นลักษณะของการจัดกิจกรรมการเรียนการอบรมสั่งสอนโดยสร้างความช่ำชองทางภาษาให้แก่เด็ก ให้เด็กได้คิด ฟัง พูด อ่านและเขียน เป็นหลัก มีกระบวนการในการอบรมสั่งสอนแบบนี้
ขั้นที่ 1 สร้างความชำนาญร่วม โดยอาจารย์อาจใช้รูปภาพให้ผู้เรียนดู สนทนาเกี่ยวกับภาพ อ่านหรือเล่าเรื่องให้ฟัง
ขั้นที่ 2 โน้มน้าวให้คิด หลังจากฟังเรื่องพร้อมด้วยดูภาพแล้วอาจารย์สอบถามโดยใช้คำถามนำให้นักเรียนคิดพร้อมกับอภิปรายร่วมกัน
ขั้นที่ 3 บันทึกข้อความ ครั้นเมื่อนักเรียนเข้าใจพร้อมด้วยคิดเรื่องที่ฟังตรงกันแล้วให้นักศึกษาเล่าเรื่องที่ฟัง อาจารย์บันทึกข้อความบนกระดานดำ หากว่านักศึกษาใช้คำพูดหรือภาผิด อาจารย์แก้ไขให้
ขั้นที่ 4 อ่านข้อความที่บันทึกคุณครูให้นักเรียนฝึกอ่านข้อความที่บันทึกเป็นรายบุคคลพร้อมด้วยเป็นรายกลุ่มจนคล่อง
ขั้นที่ 5 จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านพร้อมทั้งการเขียน อาทิเช่น ฝึกอ่านบัตรคำ หรือแถบประโยคเขียนเรื่องราวจากความชำนาญหรือจากการอ่านหนังสือร่วมกัน
2. การอบรมสั่งสอนภาษาไทยโดยใช้หนังสือเรียน วิธีอบรมสั่งสอนนี้ฝึกหนังสือรัยนเป็นหลัก มีขบวนการในการอบรมสั่งสอนแบบนี้
ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียน กับตรึกตรองประสบการณ์พื้นฐานการเรียนแก่นักเรียนด้วย เพื่อให้เชื่อมโยงประสบการณ์เก่ากับความช่ำชองใหม่ในบทเรียน
ขั้นที่ 2 อบรมคำใหม่ตริตรองคำเก่า
ขั้นที่ 3 สนทนาเป้าประสงค์ของการอ่านให้นักเรียนทราบ อาทิเช่น อ่านเพื่อเขียนเล่าเรื่อง
ขั้นที่ 4 อ่านในใจพร้อมด้วยอ่านออกเสียงโดยคุณครูแนะนำกลยุทธ์อ่าน พร้อมกับให้นักศึกษาฝึกอ่านออกเสียงเป็นกลุ่มพร้อมกับรายบุคคล ผู้สอนแก้ไขข้อผิดพลาดในการอ่าน
ขั้นที่ 5 จัดกิจกรรมฝึกซ้อมความชำนาญทางภาษา อาทิเช่น เกมทางภาษา ทำแบบฝึกหัด พร้อมกับกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่อาจารย์กำหนดในคู่มือครู
3. การอบรมสั่งสอนภาษาไทยโดยใช้กลยุทธ์ทางหลักภาษา เป็นการฝึกสอนสะกดคำ แจกลูก ผันอักษร โดยเริ่มต้นจากให้เด็กรู้จักเสียงพยัญชนะ สระ พร้อมด้วยจำรูปพยัญชนะ สระให้ได้เสียก่อนจึงนำมาสะกดคำกับแจกลูก มีกระบวนการการอบรมสั่งสอนอย่างนี้
ขั้นที่ 1 ฝึกฝนสะกดคำให้คล่อง
ขั้นที่ 2 พิจารณาการวางพยัญชนะ สระขงคำ แล้วฝึกฝนสะกด
ขั้นที่ 3 อบรมความหมายของคำโดยใช้ภาพ หรือทำท่าทางประกอบ
ขั้นที่ 4 นำคำที่สะกดแล้วมาอ่านเป็นคำโดยไม่ต้องสะกดคำใดอ่านไม่ได้ให้ใช้การสะกดช่วย โดยให้นักศึกษาเขียนตามคำบอกจนจำได้
ขั้นที่ 5 นำคำที่อ่านได้แล้วมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้ง ฟัง พูด อ่านพร้อมด้วยเขียน โดยเน้นการอ่านกับเขียน บ่อย ๆ
4. การอบรมสั่งสอนภาษาไทยโดยการอ่านหนังสือเป็นรายบุคคล มีขบวนการการอบรมสั่งสอนอย่างนี้
ขั้นที่ 1 เลือกหนังสือ โดยให้นักศึกษาเลือกหนังสือตามความสนใจและสมรรถนะของแต่ละคน
ขั้นที่ 2 ตั้งวัตถุประสงค์พร้อมด้วยวางแผนการ คือให้นักเรียนตั้งจุดประสงค์ในหารอ่าน อาทิเช่นอ่านแล้วทำกิจกรรมอะไร จะใช้เวลาอ่านเท่าไร เป็นอาทิ
ขั้นที่ 3 ทำตามอย่างแผนที่วางไว้ กับนำเสนอผลการอ่านให้ครูฟัง
ขั้นที่ 4 ทำกิจกรรมหลังการอ่าน ตัวอย่างเช่นเขียนเรื่องย่อ เขียนความนึกคิดจากเรื่องที่อ่าน วาดภาพในเรื่อง เขียนคำบรรยายประกอบภาพ
ขั้นที่ 5 เสนอผลงานพร้อมด้วยประเมินผลงาน เพื่อให้ให้การฝึกสอนภาษาไทยมีความสามารถมากขึ้น จึงได้ผสมผสานการฝึกสอนทั้ง 4 แนวทางเข้าด้วยกัน เป็นการฝึกสอนภาษาไทยแบบผสมผสาน โดยจัดลำดับการอบรมสั่งสอนไว้แบบนี้
ขั้นที่ 1 การอบรมสั่งสอนโดยใช้ประสบการณ์ทางภาษาจากหนังสือเรียน
ขั้นที่ 2 การฝึกสอนอ่านในใจจากหนังสือเรียน
ขั้นที่ 3 การอบรมสั่งสอนสะกดคำจากแบบฝึกในหนังสือเรียน
ขั้นที่ 4 การฝึกสอนออกเสียงจากหนังสือเรียน
ขั้นที่ 5 การฝึกฝนการใช้ภาษา
ขั้นที่ 6 การจัดกิจกรรมพัฒนาความสามารถทางภาษาพร้อมกับการอ่านเป็นรายตัว
ขั้นที่ 7 การฝึกสอนซ่อมเสริมจะเห็นได้ว่า การฝึกสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษานั้นไม่ว่าจะใช้กระบวนการสอน หรือพฤติกรรมใดก็ตาม ครูจำเป็นจะต้องฝึกความถนัดการฟัง พูด อ่าน กับเขียน ให้สัมพันธ์กันไม่ควรแยกเป็นทักษะใดความถนัดนึ่งโดยเฉพาะ เพราะว่าการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันของนักเรียนจำเป็นต้องใช้ความสามารถทั้ง 4 อยู่ทุกขณะ เพราะฉะนั้นในการเรียนการสอนครูจึงต้องให้นักศึกษาได้พัฒนาความถนัดเหล่านี้ให้ดีเลิศที่สุดเนื่องจากนอกจากความถนัดทั้ง 4 จะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดแล้วยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนวิชาต่าง ๆ กับสามารถนำความถนัดการใช้ภาษาดังกล่าวข้างต้นไปใช้ในการติดต่อในสังคมไทยได้อย่างมีความสามารถอีกด้วย